เด็กนักเรียนไทย เยี่ยมสร้างชื่อ คว้า 4 เหรียญแข่ง คอมพิวเตอร์โอลิมปิก ที่แคนนาดา
วันนี้ ( 19 ส.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตัวแทนนักเรียนไทย 4 คน ที่เข้าร่วมแข่งขันคอมพิวเตอร์โอลิมปิก ที่ประเทศแคนาดา สามารถสร้างชื่อคว้า 1 เหรียญทอง 2 เหรียญเงิน และ 1 ทองแดง ประกอบไปด้วย นายพศิน มนูรังษี จากโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ได้รับรางวัลเหรียญทอง นายวีระกานต์ สินทวีเลิศมงคล และนายสุธี เรืองวิเศษ จากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ได้รับรางวัลเหรียญเงิน ส่วนนายศรัณย์ ไพศาลศรีสมสุข โรงรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ได้รับรางวัลเหรียญทองแดง โดยทำคะแนนได้ลำดับที่ 12 39 45 และ 95 ตามลำดับ ซึ่งทั้งหมดจะเดินทางกลับมาถึงประเทศไทย ในวันอาทิตย์ที่ 22 สิงหาคมนี้ ทั้งนี้ในปีหน้าประเทศไทย จะเป็นเจ้าภาพการแข่งขันคอมพิวเตอร์โอลิมปิก เป็นครั้งแรกที่พัทยา
ที่มา - เดลินิวส์ออนไลน์
http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&categoryId=42&contentID=86354
วันศุกร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2553
วันพุธที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2553
วันอังคารที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2553
แก้ปัญหาเด็กติดเกมลดพฤติกรรมเสี่ยง
แก้ปัญหาเด็กติดเกมลดพฤติกรรมเสี่ยง
ปี 2550ช่วงเดือน กรกฎาคม มีผลการสำรวจของเอแบคโพลล์ เรื่อง "การเล่นเกมคอมพิวเตอร์และเกมออนไลน์ผ่านอินเตอร์เน็ตในกลุ่มเยาวชน กรณีศึกษาเยาวชนตั้งแต่อายุ 10-24ปี ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล" จำนวน 1,441ตัวอย่าง จำแนกตามกลุ่มอายุระหว่าง 10-15ปี16-20ปี และ 21-24ปี พบว่า ร้อยละ 93.5ระบุเคยเล่นเกม และร้อยละ 6.5ไม่เคยเล่นเกม
ชนิดเกมที่ชอบเล่นมากที่สุด คือร้อยละ 53.1เป็นเกมต่อสู้ รองลงมาร้อยละ27.9เล่นเกมแฟนตาซีผจญภัย และร้อยละ23.4เล่นเกมแข่งกีฬา
ส่วนเหตุผลในการเล่นเกมนั้น ร้อยละ97.8ระบุเพื่อความสนุกสนานเพลิดเพลินร้อยละ 91.7ระบุเพื่อผ่อนคลายความเครียดจากการทำงานหรือเรียนและร้อยละ83.4ระบุเพื่อพัฒนาทักษะทางคอมพิวเตอร์
โดยส่วนใหญ่มองว่า ปัญหาเด็กติดเกมเป็นปัญหาส่วนตัว ร้อยละ 32.8เป็นปัญหาสังคม ร้อยละ 25.7และเป็นปัญหาครอบครัว ร้อยละ 15.5
ยังไม่ได้ตรวจสอบว่าในปี 2552มีการสำรวจในลักษณะดังกล่าวหรือไม่อย่างไรแต่เชื่อว่ามีและน่าจะมีพัฒนาการไปในทางดึงเยาวชนหมกมุ่นให้จมปลักอยู่กับเกมต่างๆดังกล่าวมากยิ่งขึ้น
วันนี้ปี 2553สภาพดังกล่าวย่อมเป็นไปได้เกินร้อยเปอร์เซ็นต์แน่นอนว่ามิได้หยุดนิ่งอยู่กับที่ หากแต่ยังคงดำเนินไปบนความสนใจของเยาวชนเพิ่มไปตามจำนวนประชากรเด็กที่เกิดเพิ่มมากขึ้นท่ามกลางพัฒนาการของเกมต่างๆ ที่หลากหลายรูปแบบเข้ามาอย่างไม่มีขอบเขตขวางกั้น
ทำให้เยาวชนเข้าสู่วังวนการติดอยู่ในการเล่นเกมต่างๆ ดังกล่าวอย่างน่าเป็นห่วงเช่นเดิม
ดังเป็นที่รู้กันอยู่ว่าเยาวชนที่ติดเกมนำผลเสียมาสู่ตัวเยาวชนและทั้งสังคม เป็นปัญหาครอบครัว เป็นปัญหาสังคม โดยเฉพาะปัญหาที่เกิดกับตัวเด็กเอง
เริ่มตั้งแต่ปัญหาการเรียน ปัญหาทางสมอง ปัญหาความสัมพันธ์ต่อครอบครัวปัญหาความสัมพันธ์ต่อบุคคลภายนอก ปัญหาต่อแนวคิดทัศนคติ ความหมกมุ่นในเกมที่อาจนำไปสู่ความรุนแรงทางเพศกามารมณ์ เป็นต้น
ยิ่งในช่วงวันหยุดที่เป็นเทศกาลยิ่งทำให้เด็กใช้เวลาหมกมุ่นไปกับเกมอย่างไม่ลืมหูลืมตาอย่างในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมาแล้วก็ตรงกับวันหยุดปิดเทอมอีกซะด้วย
โดยเฉพาะร้านเกมที่เกิดขึ้นมากมายโดยไม่มีข้อกำหนดในการจำกัดพื้นที่ จำกัดจำนวน รวมไปถึงจำกัดเวลา จำกัดอายุ จึงเปิดโอกาสแห่งปัญหาให้ขยายตัวไปอย่างกว้างขวางและรวดเร็ว
สำหรับช่วงปิดเทอมปีนี้สำนักพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ (สภว.) สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ (สวช.)กระทรวงวัฒนธรรม กำหนดให้ วันที่ 1เม.ย-15พ.ค. 2553เป็นช่วงวันดีเดย์ คุมเข้มเวลาเปิด-ปิดร้านเกม ร้านอินเตอร์เน็ต ช่วงเวลาปิดภาคเรียน
ประกาศดังกล่าวมีการแบ่งเวลาการเข้าใช้บริการของเด็กและเยาวชนตามระดับอายุ2ระดับ ได้แก่ เด็กที่มีอายุต่ำกว่า 15ปี เข้าใช้บริการได้ตั้งแต่เวลา 10.00-20.00น.สำหรับเด็กที่มีอายุ 15ปี แต่ไม่ถึง 18ปีเข้าใช้บริการได้ตั้งแต่เวลา 10.00-22.00น.
นอกจากนี้ ยังมีกฎเหล็กที่ร้านเกมทุกร้านต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัดอีกนั่นก็คือดูแลไม่ให้มีการจำหน่ายบุหรี่ สารเสพติดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมถึงไม่ให้มีการสูบบุหรี่ เสพสารเสพติด ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์และเล่นการพนันภายในร้านเกม
ดูแลไม่ให้มีสื่อลามกอนาจาร หรือการจำหน่ายหรือฉายภาพยนตร์ที่ห้ามผู้มีอายุต่ำกว่า 20ปีดู อีกทั้งต้องจัดให้มีวัสดุหรืออุปกรณ์ในการให้บริการที่เหมาะสมต่อการถนอมสายตา ป้องกันเสียงและความสั่นสะเทือนไม่ให้เกิน 85เดซิเบลตามที่กฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติกำหนด
หากพบว่า ร้านเกมฝ่าฝืนจะมีโทษทางอาญา ปรับตั้งแต่ 100,000-500,000บาทและปรับอีกไม่เกินวันละ 10,000บาทตลอดระยะเวลาที่ฝ่าฝืนกฎ
วันนี้ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันอย่างจริงจัง ตั้งแต่พ่อแม่ผู้ปกครองไปจนถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันสร้างมาตรการเฉพาะที่ใช้กับเด็กและเยาวชนที่เป็นมาตรการนิ่มนวล (ส่วนกับพวกธุรกิจอย่างร้านเกมก็ใช้มาตรการอย่างหนักๆ) จะลองยกมาสัก 10วิธี
1. สร้างวินัยและความรับผิดชอบตั้งแต่ยังเล็กๆ 2.ลดโอกาสเข้าถึงคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ต 3.ใช้มาตรการทางการเงิน4.ฟังและพูดด้วยดีต่อกัน 5.ชื่นชมให้กำลังใจ 6.ร่วมกำหนดกติกาอย่างเป็นรูปธรรม 7.มีทางออกที่สร้างสรรค์ให้กับเด็ก 8.สร้างรอยยิ้มเล็กๆ ในครอบครัว9.ควบคุมอารมณ์และสร้างความสุขเล็กๆให้เกิดแก่ลูกๆ และเยาวชน ในใจของพ่อแม่เอง 10.เริ่มต้นเปลี่ยนแปลงที่ตัวเราทันที
ในระยะสั้นอย่างช่วงปิดเทอมมีการวางแผนแก้ปัญหาเด็กติดเกมอย่างสำนักงาน สวช. เป็นต้น ระยะยาวก็มีหน่วยงานที่ดำเนินการร่วมแก้ปัญหาโดยตลอดอย่างสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) แต่พ่อแม่ผู้ปกครองและภาครัฐก็ต้องเอาใจใส่ที่จะแก้ปัญหาอย่างจริงจังด้วย การแก้ปัญหาเด็กติดเกมจึงเป็นรูปธรรมได้อย่างจริงจังแน่นอน
ที่มาข้อมูล: หนังสือพิมพ์สยามรัฐ
ปี 2550ช่วงเดือน กรกฎาคม มีผลการสำรวจของเอแบคโพลล์ เรื่อง "การเล่นเกมคอมพิวเตอร์และเกมออนไลน์ผ่านอินเตอร์เน็ตในกลุ่มเยาวชน กรณีศึกษาเยาวชนตั้งแต่อายุ 10-24ปี ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล" จำนวน 1,441ตัวอย่าง จำแนกตามกลุ่มอายุระหว่าง 10-15ปี16-20ปี และ 21-24ปี พบว่า ร้อยละ 93.5ระบุเคยเล่นเกม และร้อยละ 6.5ไม่เคยเล่นเกม
ชนิดเกมที่ชอบเล่นมากที่สุด คือร้อยละ 53.1เป็นเกมต่อสู้ รองลงมาร้อยละ27.9เล่นเกมแฟนตาซีผจญภัย และร้อยละ23.4เล่นเกมแข่งกีฬา
ส่วนเหตุผลในการเล่นเกมนั้น ร้อยละ97.8ระบุเพื่อความสนุกสนานเพลิดเพลินร้อยละ 91.7ระบุเพื่อผ่อนคลายความเครียดจากการทำงานหรือเรียนและร้อยละ83.4ระบุเพื่อพัฒนาทักษะทางคอมพิวเตอร์
โดยส่วนใหญ่มองว่า ปัญหาเด็กติดเกมเป็นปัญหาส่วนตัว ร้อยละ 32.8เป็นปัญหาสังคม ร้อยละ 25.7และเป็นปัญหาครอบครัว ร้อยละ 15.5
ยังไม่ได้ตรวจสอบว่าในปี 2552มีการสำรวจในลักษณะดังกล่าวหรือไม่อย่างไรแต่เชื่อว่ามีและน่าจะมีพัฒนาการไปในทางดึงเยาวชนหมกมุ่นให้จมปลักอยู่กับเกมต่างๆดังกล่าวมากยิ่งขึ้น
วันนี้ปี 2553สภาพดังกล่าวย่อมเป็นไปได้เกินร้อยเปอร์เซ็นต์แน่นอนว่ามิได้หยุดนิ่งอยู่กับที่ หากแต่ยังคงดำเนินไปบนความสนใจของเยาวชนเพิ่มไปตามจำนวนประชากรเด็กที่เกิดเพิ่มมากขึ้นท่ามกลางพัฒนาการของเกมต่างๆ ที่หลากหลายรูปแบบเข้ามาอย่างไม่มีขอบเขตขวางกั้น
ทำให้เยาวชนเข้าสู่วังวนการติดอยู่ในการเล่นเกมต่างๆ ดังกล่าวอย่างน่าเป็นห่วงเช่นเดิม
ดังเป็นที่รู้กันอยู่ว่าเยาวชนที่ติดเกมนำผลเสียมาสู่ตัวเยาวชนและทั้งสังคม เป็นปัญหาครอบครัว เป็นปัญหาสังคม โดยเฉพาะปัญหาที่เกิดกับตัวเด็กเอง
เริ่มตั้งแต่ปัญหาการเรียน ปัญหาทางสมอง ปัญหาความสัมพันธ์ต่อครอบครัวปัญหาความสัมพันธ์ต่อบุคคลภายนอก ปัญหาต่อแนวคิดทัศนคติ ความหมกมุ่นในเกมที่อาจนำไปสู่ความรุนแรงทางเพศกามารมณ์ เป็นต้น
ยิ่งในช่วงวันหยุดที่เป็นเทศกาลยิ่งทำให้เด็กใช้เวลาหมกมุ่นไปกับเกมอย่างไม่ลืมหูลืมตาอย่างในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมาแล้วก็ตรงกับวันหยุดปิดเทอมอีกซะด้วย
โดยเฉพาะร้านเกมที่เกิดขึ้นมากมายโดยไม่มีข้อกำหนดในการจำกัดพื้นที่ จำกัดจำนวน รวมไปถึงจำกัดเวลา จำกัดอายุ จึงเปิดโอกาสแห่งปัญหาให้ขยายตัวไปอย่างกว้างขวางและรวดเร็ว
สำหรับช่วงปิดเทอมปีนี้สำนักพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ (สภว.) สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ (สวช.)กระทรวงวัฒนธรรม กำหนดให้ วันที่ 1เม.ย-15พ.ค. 2553เป็นช่วงวันดีเดย์ คุมเข้มเวลาเปิด-ปิดร้านเกม ร้านอินเตอร์เน็ต ช่วงเวลาปิดภาคเรียน
ประกาศดังกล่าวมีการแบ่งเวลาการเข้าใช้บริการของเด็กและเยาวชนตามระดับอายุ2ระดับ ได้แก่ เด็กที่มีอายุต่ำกว่า 15ปี เข้าใช้บริการได้ตั้งแต่เวลา 10.00-20.00น.สำหรับเด็กที่มีอายุ 15ปี แต่ไม่ถึง 18ปีเข้าใช้บริการได้ตั้งแต่เวลา 10.00-22.00น.
นอกจากนี้ ยังมีกฎเหล็กที่ร้านเกมทุกร้านต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัดอีกนั่นก็คือดูแลไม่ให้มีการจำหน่ายบุหรี่ สารเสพติดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมถึงไม่ให้มีการสูบบุหรี่ เสพสารเสพติด ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์และเล่นการพนันภายในร้านเกม
ดูแลไม่ให้มีสื่อลามกอนาจาร หรือการจำหน่ายหรือฉายภาพยนตร์ที่ห้ามผู้มีอายุต่ำกว่า 20ปีดู อีกทั้งต้องจัดให้มีวัสดุหรืออุปกรณ์ในการให้บริการที่เหมาะสมต่อการถนอมสายตา ป้องกันเสียงและความสั่นสะเทือนไม่ให้เกิน 85เดซิเบลตามที่กฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติกำหนด
หากพบว่า ร้านเกมฝ่าฝืนจะมีโทษทางอาญา ปรับตั้งแต่ 100,000-500,000บาทและปรับอีกไม่เกินวันละ 10,000บาทตลอดระยะเวลาที่ฝ่าฝืนกฎ
วันนี้ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันอย่างจริงจัง ตั้งแต่พ่อแม่ผู้ปกครองไปจนถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันสร้างมาตรการเฉพาะที่ใช้กับเด็กและเยาวชนที่เป็นมาตรการนิ่มนวล (ส่วนกับพวกธุรกิจอย่างร้านเกมก็ใช้มาตรการอย่างหนักๆ) จะลองยกมาสัก 10วิธี
1. สร้างวินัยและความรับผิดชอบตั้งแต่ยังเล็กๆ 2.ลดโอกาสเข้าถึงคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ต 3.ใช้มาตรการทางการเงิน4.ฟังและพูดด้วยดีต่อกัน 5.ชื่นชมให้กำลังใจ 6.ร่วมกำหนดกติกาอย่างเป็นรูปธรรม 7.มีทางออกที่สร้างสรรค์ให้กับเด็ก 8.สร้างรอยยิ้มเล็กๆ ในครอบครัว9.ควบคุมอารมณ์และสร้างความสุขเล็กๆให้เกิดแก่ลูกๆ และเยาวชน ในใจของพ่อแม่เอง 10.เริ่มต้นเปลี่ยนแปลงที่ตัวเราทันที
ในระยะสั้นอย่างช่วงปิดเทอมมีการวางแผนแก้ปัญหาเด็กติดเกมอย่างสำนักงาน สวช. เป็นต้น ระยะยาวก็มีหน่วยงานที่ดำเนินการร่วมแก้ปัญหาโดยตลอดอย่างสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) แต่พ่อแม่ผู้ปกครองและภาครัฐก็ต้องเอาใจใส่ที่จะแก้ปัญหาอย่างจริงจังด้วย การแก้ปัญหาเด็กติดเกมจึงเป็นรูปธรรมได้อย่างจริงจังแน่นอน
ที่มาข้อมูล: หนังสือพิมพ์สยามรัฐ
วันจันทร์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2553
คอมพิวเตอร์ ไวรัส ซินโดรม ที่ควรป้องกัน
คอมพิวเตอร์ ไวรัส ซินโดรม ที่ควรป้องกัน
เคยสังเกตหรือไม่ว่าหลังจากนั่งทำงานหน้าเครื่องคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน ๆ มักมีอาการเมื่อยล้าในตา ปวดตา ตามัว รู้สึกไม่สบายตา นอกจากนี้ยังมีอาการปวดศีรษะ ปวดคอ ปวดไหล่ ซึ่งเหล่านี้เป็นสัญญาณบ่งบอกอาการป่วยด้วย “โรคคอมพิวเตอร์ ไวรัส ซินโดรม
วัน โดยสาเหตุเกิดจากการใช้สายตาเพ่งหน้าจอคอมพิวเตอร์โดยไม่พักสายตาเป็นระยะเวลานาน และนั่งทำงานในท่าที่ไม่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม แม้ว่าโรคนี้ไม่ได้ทำให้ถึงแก่ชีวิต แต่ก็สร้างความรำคาญและอาจส่งผลให้ประสิทธิภาพของงานลดลงได้ ดังนั้น เพื่อป้องกันการป่วยจากโรคดังกล่าว จึงขอหยิบยกข้อควรปฏิบัติมาให้ลองนำไปทำตามกัน ดังนี้
- ติดตั้งคอมพิวเตอร์ในตำแหน่งที่เหมาะสม ต่ำกว่าระดับสายตาประมาณ 20 องศาและห่างจากตัวประมาณ 1 ช่วงแขน
- ปรับความสว่างของหน้าจอคอมพิวเตอร์ให้สว่างเท่ากับความสว่างในห้องทำงาน
- ปรับขนาดตัวอักษรให้ใหญ่ขึ้นประมาณ 3 เท่าของตัวหนังสือที่สามารถอ่านได้
- สีของตัวอักษรบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ให้ปรับเป็นสีดำบนพื้นสีขาว
- ควรกะพริบตาให้บ่อยขึ้น เพื่อคลายกล้ามเนื้อส่วนที่ใช้ในการมอง
- ควรพักสายตาจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ แล้วมองไปให้ในที่ไกล ๆ ประมาณ 1 – 2 นาที ทุก ๆ 1 – 2 ชั่วโมง
- ปรับท่านั่งให้เหมาะสม นั่งตัวตรงหลังเอนไปด้านหลังเล็กน้อย แขนทั้งสองข้างอยู่ในแนบราบขณะกำลังพิมพ์งาน และวางเท้าราบกับพื้นด้วย
- ผู้ที่มีปัญหาทางสายตา ควรปรึกษาจักษุแพทย์เพื่อทำแว่นสายตาที่เหมาะสม
ที่มา : www.redcross.or.th
เคยสังเกตหรือไม่ว่าหลังจากนั่งทำงานหน้าเครื่องคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน ๆ มักมีอาการเมื่อยล้าในตา ปวดตา ตามัว รู้สึกไม่สบายตา นอกจากนี้ยังมีอาการปวดศีรษะ ปวดคอ ปวดไหล่ ซึ่งเหล่านี้เป็นสัญญาณบ่งบอกอาการป่วยด้วย “โรคคอมพิวเตอร์ ไวรัส ซินโดรม
วัน โดยสาเหตุเกิดจากการใช้สายตาเพ่งหน้าจอคอมพิวเตอร์โดยไม่พักสายตาเป็นระยะเวลานาน และนั่งทำงานในท่าที่ไม่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม แม้ว่าโรคนี้ไม่ได้ทำให้ถึงแก่ชีวิต แต่ก็สร้างความรำคาญและอาจส่งผลให้ประสิทธิภาพของงานลดลงได้ ดังนั้น เพื่อป้องกันการป่วยจากโรคดังกล่าว จึงขอหยิบยกข้อควรปฏิบัติมาให้ลองนำไปทำตามกัน ดังนี้
- ติดตั้งคอมพิวเตอร์ในตำแหน่งที่เหมาะสม ต่ำกว่าระดับสายตาประมาณ 20 องศาและห่างจากตัวประมาณ 1 ช่วงแขน
- ปรับความสว่างของหน้าจอคอมพิวเตอร์ให้สว่างเท่ากับความสว่างในห้องทำงาน
- ปรับขนาดตัวอักษรให้ใหญ่ขึ้นประมาณ 3 เท่าของตัวหนังสือที่สามารถอ่านได้
- สีของตัวอักษรบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ให้ปรับเป็นสีดำบนพื้นสีขาว
- ควรกะพริบตาให้บ่อยขึ้น เพื่อคลายกล้ามเนื้อส่วนที่ใช้ในการมอง
- ควรพักสายตาจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ แล้วมองไปให้ในที่ไกล ๆ ประมาณ 1 – 2 นาที ทุก ๆ 1 – 2 ชั่วโมง
- ปรับท่านั่งให้เหมาะสม นั่งตัวตรงหลังเอนไปด้านหลังเล็กน้อย แขนทั้งสองข้างอยู่ในแนบราบขณะกำลังพิมพ์งาน และวางเท้าราบกับพื้นด้วย
- ผู้ที่มีปัญหาทางสายตา ควรปรึกษาจักษุแพทย์เพื่อทำแว่นสายตาที่เหมาะสม
ที่มา : www.redcross.or.th
อาหารต้องห้ามยามเป็นโรค
เป็นไข้หวัด มีไข้สูง ควรหลีกเลี่ยงอาหารไม่สุก อาหารที่เย็นมากๆ อาหารทอด อาหารมัน ซึ่งเป็นอาหารที่ ย่อยยากจะทำให้เกิดความร้อนสะสม เปรียบเสมืออาหารเชื้อเพลิงหรือเป็นการเติม น้ำมันเข้าไปในกองไฟ
โรคกระเพาะ
ควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มประเภทแอลกอฮอล์ ชาแก่ๆ กาแฟ ของเผ็ด ของทอด ของมัน เพราะอาหารเหล่านี้ ทำให้เกิดความร้อนสะสมทำให้โรคหายยาก ทางที่ดีควรจะรับ ประทานอาหารปริมาณน้อย ๆ แต่บ่อยครั้ง รับประทานอาหารให้ตรงเวลา และเป็นอาหารที่ย่อยง่าย
โรคความดันเลือดสูง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้สูงอายุที่มักมีปัญหาเลือดเลือดแข็งตัวขาดความยืดหยุ่น ควรหลีกเลี่ยงอาหารมัน อาหารที่มีคอเรสเตอรอลสูง เช่น หมูสามชั้น ไขกระดูก ไข่ ปลา โกโก้ รวมทั้งเหล้า เพราะอาหารเหล่านี้ทำให้เกิดความร้อนชื้นสะสมในร่างกาย และความชื้นก็มีผลก็ทำให้เกิดความหนืดของการไหลเวียนทุกระบบในร่างกาย และความ ร้อนก็จะไปกระตุ้นทำให้ความดันสูง นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงอาหารรสเผ็ด หรืออาหาร หวานมาก รวมทั้งผลไม้อย่างลำไยขนุน ทุเรียน
โรคตับและถุงน้ำดี
หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ อาหารมัน เนื้อติดมัน เครื่องในสัตว์ อาหารทอด อาหารหวานจัด เพราะแพทย์จีนถือว่า ตับและถุงน้ำดี มีความสัมพันธ์กับระบบย่อยอาหาร การได้ อาหารประเภทดังกล่าวมากเกินไปจะทำให้สมรรถภาพของการย่อยอาหารอ่อนแอลงและเกิดโทษ ต่อตับและถุงน้ำดีอีกต่อหนึ่ง
โรคหัวใจและโรคไต
ควรหลีกเลี่ยงอาหารรสเค็มจัดเพราะจะทำให้มีการเก็บกักน้ำ การไหลเวียนเลือดจะช้า ทำให้หัวใจทำงานหนักขึ้น ไตต้องทำงานขับเกลือแร่มากขึ้น ส่วนอาหารรสเผ็ดก็ควร หลีกเลี่ยง เพราะทำให้กระตุ้นการไหลเวียนสูญเสียพลังงานและหัวใจก็ทำงานหนักขึ้น เช่นกัน
โรคเบาหวาน
หลีกเลี่ยงอาหารรสหวาน หรือแป้งที่มีแคลอรี่สูง เช่น มันฝรั่ง มันเทศ ควรรับ ประทานอาหารพวกถั่ว เช่นเต้าหู้ นมวัว เนื้อสันไม่ติดมัน ปลา ผักสด
นอนไม่หลับ
หลีกเลี่ยงชา กาแฟ รวมทั้งการสูบบุหรี่เพราะอาหารเหล่านี้ มีฤทธิ์กระตุ้นประสาท ทำให้ไม่ง่วงนอน หรือนอนไม่หลับสนิท
โรคริดสีดวงทวาร หรือท้องผูก
หลีกเลี่ยงอาหารประเภทหอม กระเทียม ขิงสด พริกไทย พริก เพราะอาหารเหล่านี้อาจทะ ให้ท้องผูก หลอดเลือดแตก และอาการริดสีดวงทวารกำเริบ
ลมพิษ ผิวหนังอักเสบ หรือโรคหอบหืด
ควรหลีกเลี่ยงเนื้อแพะ เนื้อปลา กุ้ง หอย ปู ไข่ นม และอาหารรสเผ็ด เพราะจะไป กระตุ้นและทำให้อาหารผิวหนังกำเริบ
สิว หรือต่อมไขมันอักเสบ
งดอาหารเผ็ดและมัน เพราะทำให้เกิดการสะสมความร้อนชื้นของกระเพาะอาหาร ม้าม มีผล ต่อความร้อนชื้นไปอุดตันพลังของปอด ควบคุมผิวหนัง ขนตามร่างกาย ทำให้เกิดสิว
ที่มา :http://heyhaparty.blogspot.com
โรคกระเพาะ
ควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มประเภทแอลกอฮอล์ ชาแก่ๆ กาแฟ ของเผ็ด ของทอด ของมัน เพราะอาหารเหล่านี้ ทำให้เกิดความร้อนสะสมทำให้โรคหายยาก ทางที่ดีควรจะรับ ประทานอาหารปริมาณน้อย ๆ แต่บ่อยครั้ง รับประทานอาหารให้ตรงเวลา และเป็นอาหารที่ย่อยง่าย
โรคความดันเลือดสูง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้สูงอายุที่มักมีปัญหาเลือดเลือดแข็งตัวขาดความยืดหยุ่น ควรหลีกเลี่ยงอาหารมัน อาหารที่มีคอเรสเตอรอลสูง เช่น หมูสามชั้น ไขกระดูก ไข่ ปลา โกโก้ รวมทั้งเหล้า เพราะอาหารเหล่านี้ทำให้เกิดความร้อนชื้นสะสมในร่างกาย และความชื้นก็มีผลก็ทำให้เกิดความหนืดของการไหลเวียนทุกระบบในร่างกาย และความ ร้อนก็จะไปกระตุ้นทำให้ความดันสูง นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงอาหารรสเผ็ด หรืออาหาร หวานมาก รวมทั้งผลไม้อย่างลำไยขนุน ทุเรียน
โรคตับและถุงน้ำดี
หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ อาหารมัน เนื้อติดมัน เครื่องในสัตว์ อาหารทอด อาหารหวานจัด เพราะแพทย์จีนถือว่า ตับและถุงน้ำดี มีความสัมพันธ์กับระบบย่อยอาหาร การได้ อาหารประเภทดังกล่าวมากเกินไปจะทำให้สมรรถภาพของการย่อยอาหารอ่อนแอลงและเกิดโทษ ต่อตับและถุงน้ำดีอีกต่อหนึ่ง
โรคหัวใจและโรคไต
ควรหลีกเลี่ยงอาหารรสเค็มจัดเพราะจะทำให้มีการเก็บกักน้ำ การไหลเวียนเลือดจะช้า ทำให้หัวใจทำงานหนักขึ้น ไตต้องทำงานขับเกลือแร่มากขึ้น ส่วนอาหารรสเผ็ดก็ควร หลีกเลี่ยง เพราะทำให้กระตุ้นการไหลเวียนสูญเสียพลังงานและหัวใจก็ทำงานหนักขึ้น เช่นกัน
โรคเบาหวาน
หลีกเลี่ยงอาหารรสหวาน หรือแป้งที่มีแคลอรี่สูง เช่น มันฝรั่ง มันเทศ ควรรับ ประทานอาหารพวกถั่ว เช่นเต้าหู้ นมวัว เนื้อสันไม่ติดมัน ปลา ผักสด
นอนไม่หลับ
หลีกเลี่ยงชา กาแฟ รวมทั้งการสูบบุหรี่เพราะอาหารเหล่านี้ มีฤทธิ์กระตุ้นประสาท ทำให้ไม่ง่วงนอน หรือนอนไม่หลับสนิท
โรคริดสีดวงทวาร หรือท้องผูก
หลีกเลี่ยงอาหารประเภทหอม กระเทียม ขิงสด พริกไทย พริก เพราะอาหารเหล่านี้อาจทะ ให้ท้องผูก หลอดเลือดแตก และอาการริดสีดวงทวารกำเริบ
ลมพิษ ผิวหนังอักเสบ หรือโรคหอบหืด
ควรหลีกเลี่ยงเนื้อแพะ เนื้อปลา กุ้ง หอย ปู ไข่ นม และอาหารรสเผ็ด เพราะจะไป กระตุ้นและทำให้อาหารผิวหนังกำเริบ
สิว หรือต่อมไขมันอักเสบ
งดอาหารเผ็ดและมัน เพราะทำให้เกิดการสะสมความร้อนชื้นของกระเพาะอาหาร ม้าม มีผล ต่อความร้อนชื้นไปอุดตันพลังของปอด ควบคุมผิวหนัง ขนตามร่างกาย ทำให้เกิดสิว
ที่มา :http://heyhaparty.blogspot.com
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)