วันอังคารที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2553

แก้ปัญหาเด็กติดเกมลดพฤติกรรมเสี่ยง

แก้ปัญหาเด็กติดเกมลดพฤติกรรมเสี่ยง
ปี 2550ช่วงเดือน กรกฎาคม มีผลการสำรวจของเอแบคโพลล์ เรื่อง "การเล่นเกมคอมพิวเตอร์และเกมออนไลน์ผ่านอินเตอร์เน็ตในกลุ่มเยาวชน กรณีศึกษาเยาวชนตั้งแต่อายุ 10-24ปี ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล" จำนวน 1,441ตัวอย่าง จำแนกตามกลุ่มอายุระหว่าง 10-15ปี16-20ปี และ 21-24ปี พบว่า ร้อยละ 93.5ระบุเคยเล่นเกม และร้อยละ 6.5ไม่เคยเล่นเกม

ชนิดเกมที่ชอบเล่นมากที่สุด คือร้อยละ 53.1เป็นเกมต่อสู้ รองลงมาร้อยละ27.9เล่นเกมแฟนตาซีผจญภัย และร้อยละ23.4เล่นเกมแข่งกีฬา

ส่วนเหตุผลในการเล่นเกมนั้น ร้อยละ97.8ระบุเพื่อความสนุกสนานเพลิดเพลินร้อยละ 91.7ระบุเพื่อผ่อนคลายความเครียดจากการทำงานหรือเรียนและร้อยละ83.4ระบุเพื่อพัฒนาทักษะทางคอมพิวเตอร์

โดยส่วนใหญ่มองว่า ปัญหาเด็กติดเกมเป็นปัญหาส่วนตัว ร้อยละ 32.8เป็นปัญหาสังคม ร้อยละ 25.7และเป็นปัญหาครอบครัว ร้อยละ 15.5

ยังไม่ได้ตรวจสอบว่าในปี 2552มีการสำรวจในลักษณะดังกล่าวหรือไม่อย่างไรแต่เชื่อว่ามีและน่าจะมีพัฒนาการไปในทางดึงเยาวชนหมกมุ่นให้จมปลักอยู่กับเกมต่างๆดังกล่าวมากยิ่งขึ้น

วันนี้ปี 2553สภาพดังกล่าวย่อมเป็นไปได้เกินร้อยเปอร์เซ็นต์แน่นอนว่ามิได้หยุดนิ่งอยู่กับที่ หากแต่ยังคงดำเนินไปบนความสนใจของเยาวชนเพิ่มไปตามจำนวนประชากรเด็กที่เกิดเพิ่มมากขึ้นท่ามกลางพัฒนาการของเกมต่างๆ ที่หลากหลายรูปแบบเข้ามาอย่างไม่มีขอบเขตขวางกั้น

ทำให้เยาวชนเข้าสู่วังวนการติดอยู่ในการเล่นเกมต่างๆ ดังกล่าวอย่างน่าเป็นห่วงเช่นเดิม

ดังเป็นที่รู้กันอยู่ว่าเยาวชนที่ติดเกมนำผลเสียมาสู่ตัวเยาวชนและทั้งสังคม เป็นปัญหาครอบครัว เป็นปัญหาสังคม โดยเฉพาะปัญหาที่เกิดกับตัวเด็กเอง

เริ่มตั้งแต่ปัญหาการเรียน ปัญหาทางสมอง ปัญหาความสัมพันธ์ต่อครอบครัวปัญหาความสัมพันธ์ต่อบุคคลภายนอก ปัญหาต่อแนวคิดทัศนคติ ความหมกมุ่นในเกมที่อาจนำไปสู่ความรุนแรงทางเพศกามารมณ์ เป็นต้น

ยิ่งในช่วงวันหยุดที่เป็นเทศกาลยิ่งทำให้เด็กใช้เวลาหมกมุ่นไปกับเกมอย่างไม่ลืมหูลืมตาอย่างในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมาแล้วก็ตรงกับวันหยุดปิดเทอมอีกซะด้วย

โดยเฉพาะร้านเกมที่เกิดขึ้นมากมายโดยไม่มีข้อกำหนดในการจำกัดพื้นที่ จำกัดจำนวน รวมไปถึงจำกัดเวลา จำกัดอายุ จึงเปิดโอกาสแห่งปัญหาให้ขยายตัวไปอย่างกว้างขวางและรวดเร็ว

สำหรับช่วงปิดเทอมปีนี้สำนักพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ (สภว.) สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ (สวช.)กระทรวงวัฒนธรรม กำหนดให้ วันที่ 1เม.ย-15พ.ค. 2553เป็นช่วงวันดีเดย์ คุมเข้มเวลาเปิด-ปิดร้านเกม ร้านอินเตอร์เน็ต ช่วงเวลาปิดภาคเรียน

ประกาศดังกล่าวมีการแบ่งเวลาการเข้าใช้บริการของเด็กและเยาวชนตามระดับอายุ2ระดับ ได้แก่ เด็กที่มีอายุต่ำกว่า 15ปี เข้าใช้บริการได้ตั้งแต่เวลา 10.00-20.00น.สำหรับเด็กที่มีอายุ 15ปี แต่ไม่ถึง 18ปีเข้าใช้บริการได้ตั้งแต่เวลา 10.00-22.00น.

นอกจากนี้ ยังมีกฎเหล็กที่ร้านเกมทุกร้านต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัดอีกนั่นก็คือดูแลไม่ให้มีการจำหน่ายบุหรี่ สารเสพติดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมถึงไม่ให้มีการสูบบุหรี่ เสพสารเสพติด ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์และเล่นการพนันภายในร้านเกม

ดูแลไม่ให้มีสื่อลามกอนาจาร หรือการจำหน่ายหรือฉายภาพยนตร์ที่ห้ามผู้มีอายุต่ำกว่า 20ปีดู อีกทั้งต้องจัดให้มีวัสดุหรืออุปกรณ์ในการให้บริการที่เหมาะสมต่อการถนอมสายตา ป้องกันเสียงและความสั่นสะเทือนไม่ให้เกิน 85เดซิเบลตามที่กฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติกำหนด

หากพบว่า ร้านเกมฝ่าฝืนจะมีโทษทางอาญา ปรับตั้งแต่ 100,000-500,000บาทและปรับอีกไม่เกินวันละ 10,000บาทตลอดระยะเวลาที่ฝ่าฝืนกฎ

วันนี้ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันอย่างจริงจัง ตั้งแต่พ่อแม่ผู้ปกครองไปจนถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันสร้างมาตรการเฉพาะที่ใช้กับเด็กและเยาวชนที่เป็นมาตรการนิ่มนวล (ส่วนกับพวกธุรกิจอย่างร้านเกมก็ใช้มาตรการอย่างหนักๆ) จะลองยกมาสัก 10วิธี

1. สร้างวินัยและความรับผิดชอบตั้งแต่ยังเล็กๆ 2.ลดโอกาสเข้าถึงคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ต 3.ใช้มาตรการทางการเงิน4.ฟังและพูดด้วยดีต่อกัน 5.ชื่นชมให้กำลังใจ 6.ร่วมกำหนดกติกาอย่างเป็นรูปธรรม 7.มีทางออกที่สร้างสรรค์ให้กับเด็ก 8.สร้างรอยยิ้มเล็กๆ ในครอบครัว9.ควบคุมอารมณ์และสร้างความสุขเล็กๆให้เกิดแก่ลูกๆ และเยาวชน ในใจของพ่อแม่เอง 10.เริ่มต้นเปลี่ยนแปลงที่ตัวเราทันที

ในระยะสั้นอย่างช่วงปิดเทอมมีการวางแผนแก้ปัญหาเด็กติดเกมอย่างสำนักงาน สวช. เป็นต้น ระยะยาวก็มีหน่วยงานที่ดำเนินการร่วมแก้ปัญหาโดยตลอดอย่างสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) แต่พ่อแม่ผู้ปกครองและภาครัฐก็ต้องเอาใจใส่ที่จะแก้ปัญหาอย่างจริงจังด้วย การแก้ปัญหาเด็กติดเกมจึงเป็นรูปธรรมได้อย่างจริงจังแน่นอน


ที่มาข้อมูล: หนังสือพิมพ์สยามรัฐ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น